ทิศทางของการจัดทำยุทธศาสตร์ใหม่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้paysafecard คือ

paysafecard คือ

ทิศทางของการจัดทำยุทธศาสตร์ใหม่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้paysafecard คือ

ช่วยกันคิด ช่วยกันทำ / ทหารประชาธิปไตย

เมื่อไม่นานมานี้การผนวกเอาบางส่วนของทะเลจีนใต้เข้าเป็นส่วนหนึ่งของจีน และการปรับยุทธศาสตร์ใหม่ของสหรัฐฯ Indo-Pacific Strategy ของสหรัฐฯ ก่อให้เกิดผลกระทบต่อการวางรากฐานในยุทธศาสตร์เพื่อสร้างเสถียรภาพของความมั่นคงในภูมิภาคเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ และ ASEAN ซึ่งประกอบด้วย 10 ประเทศสมาชิก

ทั้งนี้เกิดจากการเพิ่มความเข้มข้นของการเผชิญหน้าที่เพิ่มขึ้น ระหว่างสหรัฐฯ-จีน ที่พยายามเพิ่มอิทธิพลของตนในภูมิภาคนี้

ในแนวทางของภูมิรัฐศาสตร์คำว่า ภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก (Indo-Pacific Region-IPR) และคำว่า “เสรีและเปิดภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก” (Free and Open Indo-Pacific Region) ได้ถูกใช้มากขึ้นในบริบทของนโยบายต่างประเทศสหรัฐฯ แนวคิดใหม่นี้ไม่ได้เป็นแค่คำพูด แต่ได้มีการบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรในการวางยุทธศาสตร์ คำว่าเสรีและเปิด IPR นี้ กลายเป็นความจำเป็นอันดับต้นของยุทธศาสตร์นี้ ในบริบทของนโยบายต่างประเทศของสหรัฐฯ

โดยนัยแห่งเนื้อหาหลักมันหมายถึงความทะเยอทะยาน และความก้าวร้าวของจีนใน IPR และการสร้างระบบในการต่อต้านอิทธิพลของจีนในภูมิภาค IPR และจีนคือภัยคุกคาม

เป็นที่น่าสังเกตว่าแต่เดิมสหรัฐฯ มุ่งเน้นแต่ยุทธศาสตร์แปซิฟิก เช่น CPTPP โดยไม่ได้วางน้ำหนักไว้ที่ภูมิภาคในพื้นที่ของมหาสมุทรอินเดีย แต่การก้าวรุกของจีนไม่ว่าจะเป็นการสร้างท่าเรือน้ำลึกกับศรีลังกา ปากีสถาน และมีแนวโน้มจะสร้างอีกแห่งในรัฐยะไข่ของเมียนมา ทำให้สหรัฐฯเริ่มขยับตัว

แต่จีนก็ไม่ได้หยุดลงแค่นั้น จากพื้นฐานเดิมที่จีนเข้าไปมีปฏิสัมพันธ์กับหลายประเทศในแอฟริกา และในที่สุดได้สร้างท่าเรือน้ำลึกที่ประเทศจิบูติ ปากทางเข้าคลองสุเอซ กับมีแนวโน้มจะสร้างอีกแห่งที่แทนซาเนีย ทำให้สหรัฐฯมิอาจรีรอได้ที่จะต้องรีบเร่งปรับยุทธศาสตร์ของตนขนานใหญ่ นั่นคือยุทธศาสตร์อินโด-แปซิฟิก และปรับภารกิจของกองเรือที่ 7 ที่ดูแลเฉพาะภาคพื้นแปซิฟิกให้ขยายตัวออกมาครอบคลุมมหาสมุทรอินเดียด้วย เรียกว่ากองเรืออินโด-แปซิฟิก

นี่ยังไม่นับการสร้างท่าเรือน้ำลึกของจีนที่สีหนุวิล ในกัมพูชา ยิ่งทำให้เกิดความตึงเครียดมากขึ้นใน IPR

ทั้งนี้ยุทธศาสตร์ใหม่นี้ของสหรัฐฯก่อให้เกิดผลกระทบอย่างหนักต่อผลประโยชน์ของกลุ่มประเทศอาเซียน

และถ้าส่วนหนึ่งของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกคืออาเซียน (ASEAN) กลายเป็นกุญแจสำคัญในการปิดกั้นโครงสร้างของยุทธศาสตร์ IPR เพื่อการดำรงไว้ของเสถียรภาพเอเชียแปซิฟิกโดยรวม บทบาทของอาเซียน (ASEAN) ก็จะต้องถูกลดลง

ยิ่งมีการแข่งขันในการแย่งชิงอิทธิพลระหว่างสหรัฐฯ-จีน ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก หรือที่เรียกว่า Indo-Pacific Region (IPR) มากขึ้น ก็ยิ่งทำให้ประเทศสมาชิกใน ASEAN ยิ่งวิตกกังวล เพราะปัญหาสำคัญของประเทศเหล่านี้คือจำต้องเลือกระหว่างสหรัฐฯกับจีน ซึ่งประเทศสมาชิกอาเซียนไม่ต้องการที่จะมีปัญหาขัดแย้งทั้งกับจีนและสหรัฐฯ แต่ก็ไม่ต้องการที่จะดำเนินการตามสั่งของจีนหรือสหรัฐฯ ตัวอย่างเช่น กรณีเวียดนาม ที่รองประธานาธิบดีของสหรัฐฯ นางกมลา แฮริส มาเยือนพร้อมกับโน้มน้าวให้เวียดนามโน้มเอียงเข้าข้างสหรัฐฯ ด้วยประเด็นความขัดแย้งในทะเลจีนใต้

ต่อมาไม่นานบุคคลสำคัญของจีนก็มาเยือนเวียดนาม และนำเสนอว่าปัญหาพิพาทในเขตทะเลจีนใต้ ไม่ควรถูกขยายผลให้เป็นความขัดแย้งที่บานปลาย แต่ควรจะเป็นการร่วมมือกันช่วยหาทางแก้ปัญหาที่จะวิน-วิน ทั้งสองฝ่าย นายหวังยี่ รัฐมนตรีต่างประเทศจีน กล่าวโดยสรุป

อาจกล่าวได้ว่าพื้นที่ IPR กลายเป็นแนวรบของสงครามเย็นยุคใหม่ ซึ่งจะทำให้ ASEAN ต้องสูญเสียการเข้าไปมีส่วนเกี่ยวพันในกิจกรรมของ IPR โดยสิทธิของบูรณภาพอันเป็นส่วนหนึ่งของภูมิภาค

ทั้งนี้ยังมีแนวโน้มอันเป็นนัยสำคัญว่า อาเซียน (ASEAN) อาจจะต้องแตกออกเป็น 2 เสี่ยง ระหว่างสมาชิกที่สนับสนุนสหรัฐฯ และอีกกลุ่มสนับสนุนจีน ซึ่งสิ่งเหล่านี้สมาชิกอาเซียนไม่ควรปล่อยให้มันเกิดขึ้น สมาชิก ASEAN ควรจะเป็นผู้กำหนดเป้าหมายของตนเองร่วมกัน

สมาคมอาเซียนไม่ควรจะให้ความสนใจในการขัดขวางนโยบายอินโด-แปซิฟิกของสหรัฐฯ โดยเฉพาะแนวคิดที่จะให้มหาสมุทรอินเดีย และแปซิฟิกเปิดและเสรี “OPEN AND FREE” แต่แนวคิดนี้ควรจะต้องรวมเอาจีน และรัสเซีย เข้าไปด้วยในสถานะผู้มีส่วนได้เสีย (Stake Holder) รวมถึงประเทศอื่นๆในภูมิภาค

ขณะที่วอชิงตัน ได้คืบหน้าไปจนใกล้ถึงความร่วมมือทางทหาร ซึ่งผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่ามีความละม้ายคล้ายคลึงกับองค์การ NATO ของยุโรปเข้าไปทุกที นั่นคือ QUAD หรือ จตุรมิตร ที่ประกอบไปด้วย สหรัฐฯ ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย และอินเดีย ซึ่งอาจจะเรียกได้ว่าเป็นสมาชิกเบื้องต้นของ NATO เอเชีย โดยในอนาคตมีความเป็นไปได้ที่ประเทศอื่นๆในเอเชียที่มีเขตแดนติดต่อกับจีน และรัสเซียจะเข้าร่วมด้วย

อนึ่งสหรัฐฯได้เพิ่มกำลังทหารอย่างเป็นกลุ่มก้อนในย่านแปซิฟิก อย่างเป็นนัยสำคัญเมื่อไม่กี่ปีมานี้ กองเรือรบของสหรัฐฯได้เคลื่อนผ่านพื้นที่ 12 ไมล์รอบหมู่เกาะพาราเซล และหมู่เกาะสแปรตลี รวมทั้งเกาะเทียมอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งเป็นบริเวณที่จีนมีกรณีพิพาทแนวเขตกับประเทศเพื่อนบ้านหลายประเทศมาเป็นเวลาหลายทศวรรษแล้ว

การฝึกและการซ้อมรบของกองเรือรบสหรัฐฯ ในมหาสมุทรแปซิฟิกใกล้กับน่านน้ำจีน เกิดขึ้นถี่มากขึ้น โดยเฉพาะในบริเวณทะเลรอบเกาะไต้หวัน

ในเดือนมิถุนายนกองเรือที่มีเรือบรรทุกเครื่องบินโรนัลด์รีแกน เป็นเรือธงได้เคลื่อนเข้าไปในเขตทะเลจีนใต้ ผ่านแนวเส้นประ 9 เส้น ที่จีนขีดไว้ว่าเป็นพื้นที่ของตน ทั้งนี้คาดกันว่าสหรัฐต้องการแสดงแสนยานุภาพ เพื่อเป็นหลักประกันให้พันธมิตรของตนมั่นใจ

ตั้งแต่ปี ค.ศ.2020 กองทัพเรือสหรัฐฯได้เคลื่อนกองเรือที่ประกอบด้วยเรือบรรทุกเครื่องบินถึง 3 ลำในขบวนเรือ ซึ่งไม่เคยปรากฏมาก่อน และในเรือบรรทุกเครื่องบินเหล่านั้นได้บรรทุกเครื่องบินยุทธศาสตร์ คือเครื่องบินทิ้งระเบิดทางยุทธศาสตร์ B-52, B-1 และ B-2 ซึ่งต่อมาก็นำไปประจำการที่ฐานทัพอากาศแอนเดอร์เซน (Andersen Air Base) ในหมู่เกาะมาเรียน่า โดยบางครั้งก็ยังมีเครื่องบินที่บรรทุกระเบิดนิวเคลียร์ได้ถึง 15 ลำมาประจำการที่หมู่เกาะแห่งนี้ด้วย

คำถามคือสมาคม ASEAN ที่ประกอบด้วย 10 ประเทศรวมทั้งประเทศไทยด้วย ต้องการให้มีระเบิดเวลาอยู่ในภูมิภาคนี้หรือไม่

อย่าลืมว่าสมาคมอาเซียนเคยประกาศเจตนารมณ์ร่วมกันที่จะให้เขตอาเซียนเป็นเขตปลอดอาวุธนิวเคลียร์

อาเซียนจะสามารถดำเนินนโยบายร่วมกันที่จะเป็นอิสระในการดำเนินนโยบายต่างประเทศของตนอย่างเป็นอิสระได้หรือไม่

ที่ผ่านมาไม่นานการดำเนินนโยบายเกี่ยวกับสถานการณ์ในเมียนมา ท่าทีต่อรัฐบาลทหารที่ยึดอำนาจ และเหตุการณ์ไม่สงบในเมียนมา ก็เป็นปรากฏการณ์ที่จะพิสูจน์ว่าอาเซียนจะเป็นเอกภาพได้หรือไม่ หรือถ้ายังไม่เป็นบททดสอบที่เพียงพอ ท่าทีของอาเซียนต่อการเผชิญหน้าของสหรัฐฯ-จีน ในภูมิภาคนี้ ตลอดจนนโยบายเขตปลอดอาวุธนิวเคลียร์ของอาเซียน จะเป็นบททดสอบที่ยากมากขึ้น สำหรับสมาชิกอาเซียน

paysafecard คือ ทิศทางของการจัดทำยุทธศาสตร์ใหม่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

เกี่ยวกับผู้เขียน: aphelon

แนะนำให้คุณ